The New Adventure begins..
อาโหล ในที่สุดก็ได้เวลา เล่าเรื่องจากเมืองจิงโจ้ การผจญภัยครั้งใหม่ของน้องหมูยักษ์กันแล้วนะค้า
หลังจากที่เกิดปัญหาน้ำหนักน้องหมูเกินนิดหน่อย (จิงๆ ก็ไม่นิดล่ะค่ะ 20 Kg) ทำให้น้องหมูต้องรีดน้ำหนักอย่างด่วน ณ ดอนเมือง แล้วก็ต้องวิ่งหน้าตั้ง (แต่ก็ยังสวยงามตลอดเวลา) ไปยัง Gate53 ที่ใกล้เหลืออออเกิน ทั้งเดินทั้งวิ่งก่าจะไปถึงทำเอาลมจับ - -" ในที่สุดก็ได้นั่งอยู่บนสายการบิน Emirate air สายการบินทีมีแต่แอร์+สจ๊วด หน้าตาดีมากกกกกกกกกกกกกก ออกแนวๆ ฝรั่ง+อาหรับ คมกันทุกคนเลยง่ะ ที่นั่งเล็กไปนิดนึด แต่ดีที่แต่ละที่นั่งมีทีวีให้แถมเป็นแบบ touch screen ไฮโซมากๆ มีรายการต่างๆให้เลือกกว่ากว่า 500 ช่อง สุดยอดด ตั้งแต่นั่งมา ... 7 สายการบิน (ใครนับไม่ทันกลับไปตามอ่านได้จากไดอารี่น้องหมูปีที่แล้ว อิๆ หาอ่านได้ก็บ้าแล้วเพราะว่าเวปมันเจ๊งอ่ะจิ อิๆ) เพิ่งมีที่นี่แหละที่มีความบันเทิงสุดยอดดดดดด แถมมีกล้องที่ใต้เครื่องทำให้เราสามารถเปิดดูบรรยากาศนอกเครื่องได้ (โดยเฉพาะตอนเช้าที่ดวงอาทิตย์เพิ่งมาจ๊ะเอ๊ชาวโลก สวยมากๆ ดูแล้วนึกถึงเรื่อง Goodluck ไฟล์ที่พระเอกบินไปฮาวาย อิๆ) นอกจากนั้นเพดานเครื่องยังแอบไฮโซด้วยการมีดาวเรืองแสง เวลาปิดไฟก็จะออกมางามมาก ชิชะ ทำหรู แต่...อาหาร...เห่ยมากกกกกกค่ะ แหวะๆๆๆ นั่งเครื่องอยู่ 9 ชั่วโมง เสิร์ฟอาหาร 2 มื้อ เท่าที่จำได้ มีปลาทอดกะข้าว พร้อมด้วย ผัก แล้วก็มีสลัดเห่ยๆ ขนมปังแข็งๆ เท่าที่จำได้ มีเค้กอร่อย ประมาณว่า เป็นมูส อร่อย ที่เหลืออย่าให้พูดถึง แล้วก็มีอาหารเช้าที่มีครัวซองกะมัฟฟิน ไม่แซบอย่างแรงเสียดายไม่มีรูปมาให้ดูเพราะว่า ตอนที่แพ็คกระเป๋าใหม่ไม่รู้ว่าเอากล้องไปไว้ไหนน่ะซิ ไอ้คนนั่งข้างๆ ก็เป็น คุณพ่อแม่ลูก ที่แบบว่า...อย่าให้นินทา โอยยย เดือดร้อนกันทั้งลำ พ่อแม่ออยลูกบ่เป็น จนแอร์เค้าได้มาสะกิดๆ แถมเพิ่งรู้ฝรั่งมันตีลูกด้วยอ่ะ โหยยย เพิ่งเคยเห็น ก็ที่เมกานะ ถ้าตีเด็กมีหวังคนตีจะตายก่อนน่ะซิ นี่ๆ มีรูปของแจกบนเครื่องมาให้ดู ชอบๆ ของฟรี (ฟรีแบ๊วอ่ะจิ เสียตังค์ให้มันไปแล้ว)
package นี้ประกอบไปด้วย ที่อุดหู ที่ปิดตา แปรงสีฟัน+ยาสีฟัน ถุงเท้า หวี แล้วก็สติ๊กเกอร์ ไม่เลว แต่ที่ชอบสุดก็ยังคงเป็น package ของ China southern ที่มีทั้ง ลิปมัน โลชั่นสำหรับตา โลชั่นทาผิว หวี แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่ปิดตา ที่ปิดหู อะไรอีกหว่า แต่ว่ากระเป๋าใส่มันดูล้าสมัยมากๆ
มีอีกรูปมาให้ดู นี่ก็คือใบเสร็จที่จะได้หลังจากเสียค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินดอนเมืองนะค้า 500 บามค้า (คือ ทีใช้สนามบินอื่นๆ ทำไมไม่ได้เสียว้า เสียแต่ที่ไทยแลนด์นี่ที่เดียวอ่ะ)
หลังจากเดินทาง 9 ชั่วโมงก็มาถึง Sydney โดยมีนังคุณนายเพื่อนผู้แสนดีกะน้องหมีพูห์มารับที่สนามบิน แต่นะคะ ก่าจะผ่าน ตม ไปได้ แถวยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เข้าแถวประมาณ ชั่วโมงก่าๆ ได้มั้ง
ออกจากสนามบินก็ตรงดิ่งไปที่ Bondi อืม มันประมาณว่า มีห้างที่ใหญ่ แถมเป็นแหล่งคนเอเชียก็ว่าได้เพราะว่าอีนี่มองไปที่ไหนเจอแต่หัวดำ ตาตี่ทั้งนั้นเลยอ่ะ ก็ตรงดิ่งไปซื้อโทสับ ไม่ซิชั้นไปซื้อ sim card ก็เอาโทสับอันที่ใช้ที่เมืองไทยมาด้วยอ่ะก็ซื้อ sim ที่นี่ใช้ ราคาก็ $30 แต่มีคนซื้อให้เว่ย ดีมาก ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ แล้วก็ไปกินข้าวกันที่ร้านไรจำไม่ได้แล้ว อาหารไทย กินผัดซีอิ๊วจานละตั้ง $7 ก่าๆ จานใหญ่มากๆ กินไม่หมดน่ะซิ ห่อกลับบ้านกัน แล้วก็ได้ของขวัญรับ chrismas จากน้องหมีพูห์ด้วยเจ้าค้า กรี๊ดๆๆ (ดูสภาพซิค้า มันกลายที่หนีกิ๊บช้านไปแล้วววว)
ระหว่างทางกลับก็แวะที่ใกล้ๆ สะพาน Habour bridge แวะถ่ายรูปกะ Opera house น่ะ มันอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ว่า..ไม่มีรูปมาให้ดูเพราะว่าใช้กล้องเพือ่นน่ะคะแล้วมันยังไม่ส่งรูปมาให้ง่ะ ก็เลยไม่มีมาโชว์ อ่อๆ ลืมๆ วันนี้ได้รับของขวัญเป็นน้องหมีไว้นอนกอดด้วยแหละ อิๆ ขอบพระคุณไปยังคุณน้องหมีพูห์ อิๆ
มะวานมีนัดกะนังคุณนายจะไป Market city กันน่ะซิ แต่....คุณเธอให้ชั้นนั่งรถไฟเข้าไปหาในเมือง (คือว่าพี่อาศัยอยู่นอกเมืองน่ะค่ะ แต่ว่าอยู่ที่ไหนอย่ารู้เลย พี่กลัวเป็นข่าว .... โฮะๆๆๆๆๆ สาวอันนี้คิดว่าเจ้าของเป็นดารา เหว๋ยยยยยย) แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ ก็วันนี้รถไฟมันไม่ทำงานมันปิดปรับปรุง 3 วัน อีนี่ก็เลยต้องนั่งรถบัสรับส่งไปขึ้นรถไฟที่อีกเมือง ดีหน่อยที่ไม่ได้เสียตังค์ แต่จะว่าไป ถ้าขึ้นจากที่เมืองชั้นอยู่ค่ารถไฟก็ $3.60 นี่นั่งข้ามไป 5 เมืองได้ ถูกลงไป 60 cent (อ่อ เพื่อนๆ ท่องสูตรคูณแม่ 30 เอาไว้น้า) รถไฟที่นี่วิ่งช้ามากเลยอ่ะ ไม่ทันใจวัยรุ่น แถมจอดบ่อยมากๆ นั่งไป 9 สถานีก็ถึงสถานี North Sydney จุดหมายปลายทาง (ใช้เวลาในกรเดินทางประมาณ 20 นาที ถือว่าใช้ได้เลยเนอะ ถึงไม่เร็ว จอดบ่อย แต่ก็ไม่ชักช้า) ลืมๆ ระหว่างทางที่หาทางไปสถานีรถไฟนะค้า แหมๆ อีพี่อุตส่าห์พกกล้องนะ พอจะถ่ายนะ ดันไม่ยอมทำงาน ขี้เกียจเสยยยยย เดินด่าน้องกล้องไปตลอดทาง แต่พอถึงบ้านนังคุณนายดันใช้ได้เสยยย แหม พี่เกือบจะโยนใส่หัวตัวเองแตกตายแล้ว (คือแถวๆ นี้ไม่มีน้องหมาจรจัดมาให้ขว้างกล้องใส่หัวน่ะ ก็เลยกะว่าขว้างหัวเจ้าของนี่แหละ)
วันนี้เราไปตลาดที่ชื่อว่า Paddys กันค้า รู้แต่ว่ามันอยู่ที่ถนน George st. แถวๆ เกือบๆ จะเป็นใจกลาง Sydney เต็มไปด้วยผู้คนแต่ว่าไม่แออัดยัดเยียดเหมือน กทม นะ เอา กทม ไว้ในใจเลยนะ มันต่างกันมากเลยนะชั้นว่า
เริ่มต้นด้วยการไปที่ร้านขายประมาณว่าของมือสอง ที่สภาพดีกัน คือว่า ราคาก็เอา 30 คูณเหมือนเดิมนะคะเพือ่นๆ ไอ้เราก็ว่ามันยังแพงอยู่ดีอ่ะแหละ ผู้คนที่นี่ก็หลากหลายเชื้อชาติเหมือนกับชามสลัดชามใหญ่ที่ออกจะแตกต่างจากอเมริกาก็ตรงที่ชามที่ใส่มีสีสันสวยงาม หลากสีมากกว่า
หลังจากนั้นก็เดินตลาดกัน โหย มันเป็นตลาดจริงๆ นะ มีแทบทุกอย่างที่เมืองไทยมีอ่ะ ใบมะกรูดงี้ พริก ข่า ตะไคร้ เพียบๆ แล้วก็ไปแวะร้านขายของคนไทยที่ชื่อว่า ร้าน Pontip โหย แม่เจ้า นี่ก็มีทุกอย่างอ่ะ มาม่าห่อละ 40 cent ก็ประมาณ 12 บาท ใช้ได้ๆ (อยู่เมกาเคยเจอถูกสุด 60 cent แต่เป็น USD ก็ประมาณ 24 บาทแน่ะ) วันนี้ก็ขนซื้อของไปเยอะเลย ป้าเจ้าของร้านลดราคาให้ตั้ง 5 cent แน่ะ เหอะๆ ต่อให้ลดให้ 1.50 ก็ไม่ได้ แฮ่ๆ
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวที่ร้านก๋วยเตี๊ยวเรือร้านแรกใน Sydney (เค้าเขียนว่างั้นอ่ะ) ชื่อร้าน พลอย... อะไรหว่า จำไม่ได้ เหอะๆ วันหลังจะมาบอกใหม่ละกัน จริงๆ จะไปกินติ่มซำกัน แต่ว่าแถวยาวเพราะว่าเป็นช่วงเที่ยว แถมนังคุณนายดันอยากกินก๋วยเตี๊ยวซะนี่ นังแจ๋วอย่างชั้นก็เลยนั่งกินก๋วยเตี๊ยวคั่วไก่ วันนี้ก็ 7 ก่าๆ แต่จานไม่ใหญ่ กินเกือบหมด เห็นราคาข้าวผัดแหม จานละ $10 แหม...มันวิเศษตรงไหนวะ แพงจริงๆ ทำยากก็ว่าไปอย่าง
หนังท้องตึงหนังตาไม่หย่อนก็กลับเข้าไปเดิน Paddy อีกครั้ง แต่ไม่ได้ไปส่วนของสด จะมีโซนประมาณว่าขายพวกของที่ระลึก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นึกสภาพจตุจักร แต่ไม่แออัด แถมไม่ร้อน แล้วก็ราคาของก็ท่องแม่ 30 เข้าไปน่ะค่ะ ก็มีร้านที่เป็นของคนไทยเยอะเหมือนกัน คนขายส่วนใหญ่ก็เป็นหัวดำ ตาตี่ ทั้งน้านนนนนนนนนน เออๆ เจอร้านขายหมวกร้านนึง แหม คนขายดันหน้าคล้ายพี่ Mr.Hahn ณ Linkin park ซะนี่ แซบๆ
เดินไม่ทันทั่วก็ต้องรีบกลับเพราะว่าที่จอดรถจะหมดเวลา อืม จะพูดว่าไง เอาเป็นว่าเข้าใจละกันเนอะ เหอะๆ ก็เล็งๆ ไว้ครั้งหน้า ไอ้ประตูที่เห็นน่ะ (ก็หลังคาสีเขียวๆ น่านไงล่ะ) ต้องเข้าไปให้ได้ อ้อๆ ที่นี่มีรถราง แล้วก็ sky train ด้วยล่ะ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้นั่งป่าว เพราะว่า.....ไม่อยากเสียตังค์น่ะซิ อิๆ .. นี่ก็ทั้งวิ่งตามนังคุณนายทั้งถ่ายรูปไปด้วย อนารถมากๆ
หลังจากนั้นเราก็ไปที่ Warft ก็ประมาณว่าเป็นท่าเรือ Ferris ที่เราสามารถนั่งไปลงที่ Opera House ได้อ่ะ แต่ว่าวันนี้ไม่ได้นั่งนะคะแค่แวะไปดูเฉยๆ เพราะว่ามันเย็นแล้วก็เลย ดูรอบๆ ก็เห็นได้ว่ามีสนามเด็กเล่นด้วยล่ะ พื้นสนามเด็กเล่นที่นี่เป็นทราย ต่างจากที่เมกาที่เป็นเศษต้นไม้บด บรรยากาศรอบๆ ดีมากๆ
และที่ทุกท่านกำลังได้ชมนี้ก็คือบรรยากาศบนสะพาน Habour bridge นะค้า คือมีปัญญาถ่ายมาได้แค่นี้อ่ะ แบบว่านะก่าจะเปิดกล้องมาได้มันก็ผ่านเข้าไปใต้ไอ้เหล็กทั้งหลายนี้แล้วอ่ะ ส่วนหน้าตาเต็มๆ สะพานเป็นไงวันหลังจะมาเอามให้ดู ถ้าใครเห็นภาพ Opera House แล้วก็มักจะมีภาพสะพานนี้ติดไปด้วยเสมอๆ ลองไปหาดูก่อน ส่วนภาพจากชั้นก็ต้องรอไปก่อน อิๆ บนสะพานนี้นอกจากถนนแสนกว้างแล้วก็มีรางรถไฟด้วยล่ะ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียชื่อน้องหมูยักษ์วันนี้ก็มีดอกไม้งามๆ ข้างถนนมาให้ดู เป็นดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปทั้งแถบๆ นี้ มีสองสีคือ ม่วงกะขาว แต่ที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นสีม่วงซะมากกว่า เด๋วไปตามหาชื่อแล้วจะมาบอกว่าชื่อดอกอะไร
อีกดอกก็ดอกแก้วน่านเอง แต่ที่ต่างจากบ้านเราก็ตรงที่ที่นี่ดอกมันออกเป็นดอกเดียวซะมากกว่า แล้วก็ดอกใหญ่กว่าด้วย ที่เห็นในภาพ (ภาพไหนวะ จินตนาการเองน้า) คือมาจากคนละค้น ไอ้ที่เป็นดอกแอบไปเก็บมาจากท่าเรือ แล้วมาปักใส่ต้นในกระถางที่ห้องเพื่อนช้าน อิๆ เพื่อความงามไงล่ะค้า อิๆ

ไม่พอๆ แถมสาคูไส้เนื้อ ที่วันนี้สุกทุกลูกแน่ๆ โหย ก่าจะปั้นได้ ก้อนละกว่า 10 นาทีมั้งเนี่ย ทำตั้งแต่ 10 โมงครึ่งก่าจะปั้นเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่งง่ะ ออกมาได้ 11 ลูกง่ะ เหอะๆ มีปัญญาทำแค่นี้แหละเจ้าค้า ยากอีหลี ปั้นข้าวเหนียวมากว่า 20 ปี ยังไม่ยากขนาดนี้เลยง่ะ เฮ้อ แล้วก็ตามติดมาด้วย อาหารประจำวันก็ว่าได้ ผัดบะหมี่ กินมื้อละ 2 จานง่ะ เหอะๆ ส่วนผสมนะค้า ก็มีหอมหัวใหญ่ แครอท เม็ดถั่วลันเตา ไชโป้ว แล้วก็บล็อคเคอรี่ค้า (มันจะใส่อะไรเยอะแยะว้า)
ก่อนจากกันวันนี้มีรูปปลั๊กไฟกะสวิชไฟ ใครว่าไม่สำคัญ อย่าลืมว่า ชั้นเสียเงิน $3 แรกในเมกาเพราะว่าปลั๊กไฟ ครั้งนี้อีนี่เตรียมไอ้ปลั๊กสำรองมาเลย แต่มาเจอปลั๊กปราบเซียนที่นี่แล้วก็ต้องยกธงขาว ทำไมโลกนี้มันไม่ใช้ปลั๊กเหมือนกันวะ!!! จะทำให้มันไม่เหมือนกันไปทำไม แหมๆ นี่ก็แบตกล้องยังไม่หมด ถ้าหมดแล้วไม่มีรูปมาอัพแสดงว่า หา adaptor ไม่ได้เด้อ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบินควรเช็กก่อนว่ากระเป๋าเค้าให้บรรทุกได้น้ำหนักเท่าไหร่ และได้กี่ใบนะคะ
2. อย่าไปคุยเรื่องศาสนากับเพือ่นร่วมโลกผู้ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ เพราะว่า ท่านจะได้ฟังทฤษฏี (เกี่ยวกับศาสนาอื่น) อันยาวเหยียด....
3. ถ้าทำผัดมาม่า อย่าใส่มะเขือเทศเพราะว่าจะเสียรสมาม่า
น้องต้าจู^^
รายงาน
