ครึ้ม~
และแล้วก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่ช้านจะมาเล่าการผจญภัยครั้งใหม่อีกครั้งแล้วนะค้า หลังจากอู้มานานมากกก เอารูปมาแปะแล้วก็ยกก้นหนีไป แฮ่ๆ วันนี้กลับมาแล้วค้า
จุดเริ่มต้นของการเดินทางวันนี้ก็คือ สถานีรถไฟ ในเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของ Sydney น่านเองค้า วันนี้เราจะได้นั่งทั้งรถไฟ รถบัส แล้วก็เครื่องบินกันเลยนะคะเนี่ย (อ่า แถมแท็กซี่ด้วย) หลังจากนั่งรถไฟเป็นเวลาร่วมชั่วโมงเราก็ถึงสนามบินทางตะวันตกของซิดนี่ย์นะค้า คือ จะบอกว่า อีพี่ทำเรื่องทำสนามบินอีกแล้วแหละ เกือบตกเครื่องอ่ะ แต่ไม่ขอเล่าได้มะ อายง่ะ แล้วก็ไม่ใช่ครั้งแรกซะด้วย ประจำเลยอ่ะ ไปสนามบินทีไร ได้เรื่องทุกกกกกกที อีกหน่อยทำรวมเล่ม นางสาวเปิ่น ณ สนามบิน ออกขายคงได้ทำสัก 5 เล่มมั้ง ทำเรื่องเอาไว้เยอะมักๆ อูย เลิกๆๆ ยิ่งเล่ายิ่งอายง่ะ
อ่า ลืมแนะนำผู้ร่วมชะตากรรม ก็คือ น้องช้างน้อยเองนะคะ วันนี้พี่หมูยักษ์กะน้องช้างน้อยมั่งหน้าสู่ นครเมลเบิร์นด้วยสารการบิน JetStar สายการบินราคาประหยัดของประเทศนี้เค้าแหละ อ่า คงจำกันได้นะค้า เล่าไปเมื่อเดือนก่าๆ ได้ว่า ตั๋วเครื่องบินช่วงโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 แม่เจ้า สุดยอดดดดด~
วันนี้เราใช้เวลาในการเดินทางโดยเครื่องบิน รวมๆ แล้วก็ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีได้ พอเข้าเขตรัฐ Victoria ปุ๊บ ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกทันที (อากาศที่เมลเบิร์นจะหนาวก่าที่ซิดนี่ย์พอสมควร) ทำไมมันครึ้มไปหมดงี้อ่ะ มองลงไปที่พื้นดินไม่เห็นอะไรเลยอ่ะ เห็นแต่หมู่เมฆ มาจ๊ะเอ๋กะพื้นดินก็ตอนที่เครื่องจะลงจอดที่สนามบินใจกลางท้องทุ่ง แหม แม่เจ้า เห็นแล้วก็ต๊กกะใจ ทำไมมันเต็มไปด้วยพื้นที่ว่างๆ กว้างๆ ใหญ่ๆ ไร้ซึ่งผู้คนมากๆ มองลงมาเห็นแต่บรรดาน้องแกะ น้องม้า วิ่งเล่นกันเต็มไปหมด แม่เจ้า นี่หรือเมลเบิร์น~
สนามบินที่เรามาวันนี้คือ Avalon airport เป็นสนามบินของสายการบิน JetStar เท่านั้น คือ ไอ้ Jetstar เนี่ย จิงๆ เค้าเป็นพี่น้องกะ Quantas ที่เป็นสายการบินแห่งชาติของที่นี่อ่ะ แล้วก็ทำ JetStar เป็นสายการบินราคาประหยัดออกมา ก็ดีอ่ะ ที่นี่งไม่ระบุด้วย ใครขึ้นไปถึงก่อนก็เลือกนั่งได้เลยว่าจะนั่งตรงไหน สภาพเครื่องก็ดีนะ ใหม่ดีอ่ะ แต่ตอนขึ้น-ลงอาจจะมีอาการสั่นสะเทือนมากหน่อยก็เครื่องมันเล็กแค่นี้อ่ะ จะไปสู้เครื่องลำใหญ่ๆ ได้ไงล่ะ 
ทำให้ทั้งสนามบินมีแค่ไอ้ลำที่เห็นในภาพที่เรานั่งมากันเนี่ย กะ Quantas ที่คิดว่าจอดซ่อมอีกลำนึงแค่นั้นอ่ะ ที่พักผู้โดยสารก็เล็กกะจึ๋งนึง ห้องน้ำผู้โดยสารขาเข้าเนี่ย แม่เจ้าเลย ยังกะยกตู้คอนเทนเนอร์มาทำเป็นห้องน้ำ แต่นะ เค้าโม้มาว่า อีกหน่อยเค้าจะทำให้เป็นสนามบินนานาชาติเว่ย เอื้อ
หลังจากชื่นชมบรรยากาศที่สนามบินกันได้ที่แล้วเราก็เดินทางโดยรถบัสไปยังตัวเมืองกันนะค้า ระหว่างทางก็จะเห็นท้องทุ่ง ถ้าเป็นบ้านเราคงเป็นนาข้าวนะเนี่ย แฮ่ๆ แต่ที่นี่มันเป็นทุ่งหญ้าสำหรับน้องๆ สิ่งมีชีวิตสี่ขาขนดกมากกกกกกกก (เห็นวัวที่นี่แล้วก็ต๊กกะใจ นึกว่าหมี ปุกปุยอย่างแรง)
บรรยากาศของเมืองเมลเบิร์นก็จะเป็นอย่างที่เห็นในรูปนะค้า เป็นการผสมผสานของศิลปะสมัยโบราณกะสมัยใหม่เข้าด้วยกัน (อยากจะใช้คำว่า ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว แต่มันก็ไม่ใช่อ่ะ ชั้นว่ามัน...แปลกๆ ไงไม่รู้อ่ะ) ทำให้จะเห็นตึกเก่าๆ ดูไฮโซเต็มไปทั่วทุกมุมเมือง แต่ก็จะมีตึกสูงเสียดฟ้า หรือว่าตึกรูปทรงยึกยือ (ก็มันเป็นงั้นจิงๆ อ่ะ) เต็มไปหมด บรรดาสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่นี่จะออกแนว...เรียกว่าไรหว่า ประมาณว่า สงสัยสถาปนิกเค้าไม่มีไม้บรรทัด ไม่ก็ไม้บรรทัดไม่ตรงง่ะ น่านแหละ เน้นความแปลกซะเป็นส่วนใหญ่ 
จุดเด่นอีกอย่างของเมืองเมลเบิร์นก็คือ รถราง หรือที่แรกว่า Trams แทรมส์ ที่ให้บริการซะรอบทุกมุมเมือง (ว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีการรถรางให้บริการมากที่สุดในโลกรองจาก San Francisco เขียนถูกมะน้อ) ทำให้ถนนที่นี่จะมีเลนส์สำหรับรถรางโดยเฉพาะ และถ้ามองขึ้นไปบนฟ้าก็จะเห็นว่ามีสายระโยงระยางยังกะราวตากผ้าเต็มไปทั่วเมือง (ดูแล้วรกๆ ไงไม่รู้อ่ะ) นอกจากจะมีสายเคเบิลของรถรางที่มาขวางทัศนียภาพแล้ว ช่วงเวลาที่เราตะลุยเมลเบิร์นี้ก็มีตัวมารอีกตัวมาผจญ ก็คือ น้องฝนน่านเองค่ะ
ตกกันจิ๊งงงงง จ้ากกว่าจะตกทำไมกันนักหนาหรอก ไปไหนก็เปียกกกกกก หนาวก็หนาวแล้วยังมาตัวเปียกซ๊กๆ อีกง่ะ เฮ้อ~ 
นี่ก็ไปกระท่อมกัปตัน Cook มาค่ะ จิงๆ แล้วไม่ใช่กระท่อมของคุณกัปตันหรอกนะค้า เป็นกระท่อมพ่อแม่เค้าที่ประเทศอังกฤษ ที่มีคนโรคจิตไปซื้อแล้วก็โยนใส่เรือข้ามน้ำข้ามทะเลเอามาสร้างไว้ที่กลางสวนสาธารณะ Fizroy Garden แถมไม่ให้เข้าฟรีอีกนะ ต้องเสียเงินเข้าไปดูอีกแน่ เล็กก็เล็ก เหม็นก็เหม็น (แต่นังโรคจิตแถวนี้ก็วิ่งตากฝนเสียเงินเข้าไปดูด้วยล่ะ)
เมืองเมลเบิร์นนี่ก็เป็นเหมือนเมืองหลวงอื่นๆ ที่โดนแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง มีแม่น้ำ Yarra ไหลผ่าน ซึ่งชื่อนี้ก็แปลว่า น้ำไหล นะค้า (ชื่อสถานที่ของประเทศนี้จะเป็นภาษาอะบอริจินีสซะส่วนใหญ่ อย่างชื่อน้องโคอาล่า น่านก็แปลว่า ไม่ดื่มน้ำ คงเพราะว่าสมัยก่อนชนพื้นเมืองเค้าไม่เคยเห็นน้องโคอาล่าดริ้งเลยนอกจากเสพใบยูคาลิปตัสวันละ 5 ชั่วโมงแล้วก็นอนเกาพุงวันละ 14-17ชั่วโมง ที่เหลือคือใช้เวลาในการยกก้นอ้วนๆ กะหน้าตาน่ารักๆจากยอดต้นยูคาลิปตัสต้นนี้ไปอีกต้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขี้เกียจที่สุดในโลกก็ว่าได้ อ่า...ชาวออสซี่บอกว่า โคอาล่าเป็นตัวแทนประชาชนชาวออสซี่ก็ตรงขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนกันนี่แหละ)   
ในภาพที่เห็นถัดมานี้ก็คือ The Shrine of Rememberance ประมาณว่าเป็นเรียกว่าไรวะ อนุสรณ์สถานปะน้า เออ อะไรสักอย่างที่เค้ามีไว้รำลึกบรรดาเหล่าทหารที่ไปรบในสงครามต่างๆ น่านแหละ ขึ้นไปด้านบนระเบียงตรงหลังคาก็จะมองเห็นเมลเบิร์นได้ทั่วเมือง .... แต่ เปียกอ่ะ ฝนตกกกกกกกกก
แล้วก็มาถึงการเดินทางชื่มชมความงามบนถนนที่เรียกว่า Great Ocean Road กันนะค้า ถนนนี้สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังจากที่บรรดาทหารกลับถึงบ้านแล้วก็เกิดการว่างงานขึ้น ทางการก็เลย อ๊ะ อยู่ว่างๆ มาแบกจอบแบกเสียมสร้างถนนเลียบหน้าผาเล่นกันเถอะ (เหอะๆ) ก็ทำให้ได้ถนนที่ผ่านทั้งหน้าผา ขึ้นลงภูเขา กลายเป็นถนนที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดถนนนึงในประเทศนี้
นอกจากจะเป็นถนนลัดเลาะไปตามหน้าผาแล้วก็จะมีเข้าป่าเข้าดง ไปโผล่เอากลางทุ่งหญ้าเลี้ยงน้องสัตว์ขนปุยนะค้า ที่เห็นเป็นจุดดำๆ เล็กๆ น่าน ไม่ใช่เห็บเหาหรืออย่างไร แต่เป็ฯบรรดาน้องๆ ปุกปุยสี่ขากำลังเล็มหญ้านะค้า แหม บรรยากาศดี๊ดี~ ส่วนไอ้ทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วย กอหญ้าสีน้ำตาลนั้น เป็นทุ่งหญ้าที่เกาะ Phillip Island ที่เห็นน้ำตาลๆ อย่างนั้นเป็นที่ซ่อนตัวของบรรดาน้องจิงโจ้ตัวน้อย หรือที่เรียกว่า Wallaby แล้วก็มีกระเต่ยยักษ์ ตัวใหญ่มากกกกกก น้องหมาแถวบ้านเราเห็นต้องต๊กกะใจแน่ๆ
และแล้วก็มาถึงไฮไลท์ของการทัวร์ครั้งนี้นะค้า (คือว่าถ้าไม่ใช่อันนี้ก็ไม่รู้ว่าอันไหนแล้วล่ะ น่านก็คือ นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมความงามของ Port Campbell National Park ที่มีกองหินปะหลาด จุ้มกันอยู่ จิงๆ ก็เป็นพราะว่า สมัยก่อนเรือกี่ลำผ่านมาก็ล่ม ทะเลแถวนี้เฮี้ยนอย่างแรง ปัจจุบันก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันดับ 3 ของประเทศ แต่ไอ้กองหิน จิงๆ มันก็ไม่ใช่กองหินนะ มะก่อนเป็นแผ่นดินแต่ด้วยอารมณ์ศิลปินอันล้นเหลือของคุณมหาสมุทร ทำให้สร้างงานศิลปะอันนี้ขึ้น ซึ่งก็เป็นสถานที่ท่องเทียวทางธรรมชาติ ที่มีการถ่ายรูปมากที่สุดในออสเตรเลีย อ่า ลืม บอก มันเรียกว่า Twelve Apstles เจ้าค้า คิดว่าแรกเริ่มคงมีหิน 12 กอง แต่ปัจจุบันเหลือ 8 หรือ 9 นี่แหละ ล่าสุด สุดๆ หินล่มไปเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วค้า   มองดูดีๆ จะเห็นว่ามีเกาะนึงที่ดูๆ ไปแล้วรูปร่างเหมือนม้าน้ำเลยแหละ เห็นมะๆ
ภาพบนนั้นก็คือ Twelve Apostles นะค้า ส่วนด้านล่างก็คือ London Bridge มะก่อน ก่อน 15 กรกฏาคม 1995 มันยังเป็นสะพานคนเดินข้ามไปได้ แต่ในวันนั้นมันก็ล่มอ่ะ แล้วก็เล่ากันว่า มีคนติดที่ไอ้เกาะที่มันล่มเนี่ย 2 คน หญิง-ชายคู่รัก ติด ทำให้ต้องขอความช่วยเหลือเอาเฮลิคอปเตอร์มารับ เรื่องราวก็รู้ถึงนักข่าวมาทำข่าวกันใหญ่โต แต่ทั้งสองคนก็ไม่อยากเป็นข่าวอย่างแรง มารู้ทีหลังว่าทั้งสองคนนั้นต่างก็แต่งงานแล้ว แล้วก็หนีสามี-ภรรยาเจ้าของมาเที่ยวกัน เบ๋ยยย ไงล่ะโดนจับได้เลย เอื้อ!! รู้กันทั้งประเทศเลยอ่ะ เอื้อ!!!
นี่ก็บรรดาน้องสิ่งมีชิวิตที่ได้เจอกันในการเดินทางครั้งนี้นะค้า ก็มีตัวแรกเลยนะค้า น้องจิงโจ้ ในที่สุดเราก็ได้เจอกันจนได้ อยู่มาจนจะกลับแล้วเพิ่งได้จ๊ะเอ๋กันเนี่ยแหละ แล้วก็ไปเจอกันตอนวันที่ตัวเปียกซกๆ เลยอ่ะ แล้วก็มีน้องโคอาล่า ที่ได้แอบนินทาพฤติกรรมอันน่ารักไปแล้ว นี่ก็เข้าไปดูที่ฟาร์มนะค้า จะมีทางเดินให้คนเดินๆ ดู ต้นยูคาลิปตัสต้นไหนมีน้องโคอาล่าเกาะ เค้าก็จะมีป้ายบอกอ่ะคะ ก็ที่บอกว่าน้องเค้าขี้เกียจกันมากกกกกก ไม่ยอมย้ายต้นซะที ระหว่างเดินทางที่ Great Ocena Road ก็จะมีต้นยูคาลิปตัสสองข้างทาง ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นน้องๆ เค้ากำลังกิน (ไม่ก็นอน) บนยอดยูคาลิปตัส อีกตัวหน้าตาเหมือนหนู แต่ตัวใหญ่เกือบๆ เท่าหมูน่านก็คือ น้อง วอมแบท เป็นสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นเค้าอีกตัว อ่าส่วนรุปใหญ่ๆ น้องจิงโจ้โดนจับสต๊าฟแล้วก็ใส่ชุดซานต้า แล้วก็น่านก็น้องม้า ณ ใจกลางเมืองเมลเบิร์น จะมีรถม้าให้บริการ ค่านั่งเท่าไหร่ไม่รู้ไม่กล้าถามง่ะ
จบซะทีนะค้า การเดินทาง จิงๆ มีต่อนะ แต่ว่า นะ แค่นี้ก็พอเหอะเนอะ เพราะว่าตอนนี้มีเรื่องอื่นมารอเล่าแล้วอ่ะ แล้วไงก็ติดตามกันต่อนะค้า
อ่า วันนี้ขอเชิญพ่อแม่พี่น้อง เข้าไปหาอาหารตาดูได้ที่ http://433348.storythai.com นะค้า อัพสดๆ ร้อนๆ กุ้งอบวุ้นเส้นกะสังขยาฟักทองค้า
น้องต้าจู^^
รายงานแล้ว วันนี้

อิจฉา
มาอัพเร็วๆ
อยากอ่านๆๆ
มิสๆๆ